โคมไฟcopy

เคสคนไข้ที่ทำให้ผมไม่อยากเลิกทำสมุนไพร
ตลอดเส้นทางของการเป็นหมอสมุนไพร
ผมได้พบผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม
และเรียนรู้ความจริงบางอย่างที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

1) กลุ่มคนที่ “มักไม่ศรัทธา จึงไม่กินยาสมุนไพร”
(ย้ำว่า ส่วนใหญ่นะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด)
   • คนที่มีตำแหน่ง หน้าที่การงานสูง
   • คนที่มีความรู้มาก หรือ “อวดรู้” รู้ไปหมดทุกเรื่อง
   • หรือคนที่กินแบบทดลอง ไม่ได้ตั้งใจรักษา
กินบ้าง ไม่กินบ้าง หยุดเอง เปลี่ยนเอง
ผลลัพธ์จึงมักไม่ชัดเจน
และเมื่อไม่เห็นผล ก็สรุปว่าสมุนไพร “ไม่ได้ผล”
ทั้งที่ความจริงคือ
ยังไม่เคยให้โอกาสการรักษาอย่างแท้จริง

2) ความจริงที่หมอสมุนไพรทุกคนรู้
แพทย์แผนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นแผนไทย แผนจีน หรือแผนแขก
ถูกจัดอยู่ในระบบ “แพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine)”
ไม่ใช่แพทย์แผนหลัก
ผู้ป่วยที่มาหาในระยะสุดท้าย
เช่น มะเร็งระยะท้าย มาพร้อม “โลง” หรือไม่มีทางเลือกแล้ว
ร้อยทั้งร้อย ไม่อาจพูดว่าหาย
แต่…
คำว่า ไม่หาย
ไม่ได้แปลว่า ไม่มีค่า

3) เคสผู้ป่วยที่ “ตั้งใจรักษา” และเห็นผลจริง
ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมายการเผยแพร่ข้อมูล
ผมขอเล่าเฉพาะกรณี คนในครอบครัว ของผมเอง
๑) คุณแม่ – เบาหวาน น้ำตาลเกิน 300
แพทย์แผนปัจจุบันแนะนำให้ฉีดอินซูลิน
ผมขอปฏิเสธ และขอรับผิดชอบการดูแลเอง
   • ผมให้แม่กินอาหารที่ท่านชอบ
   • รอสองชั่วโมงแล้ววัดระดับน้ำตาลหลังอาหารทีละอย่าง
   • จากนั้นให้กินยาสมุนไพร
   • วัดซ้ำอีก 2 ชั่วโมง
   • จดบันทึกทุกครั้ง อย่างเป็นระบบ
เรารู้ชัดว่า
อาหารอะไรทำให้น้ำตาลขึ้นเท่าไร
และสมุนไพรช่วยลดได้แค่ไหน
ผลลัพธ์คือ
   • แม่ยังคงกินอาหารที่ชอบได้
   • น้ำตาลค่อย ๆ ลดลงอย่างปลอดภัย
   • ลดการพึ่งพายาสารเคมี
   • จนสามารถหยุดยาสารเคมีได้ทั้งหมด
   • น้ำตาลต่ำกว่า 100
   • สุดท้ายไม่ต้องกินยาสมุนไพร เหลือเพียง “อาหารที่เหมาะสม”
แม้แต่ค่าไตที่เคยบ่งชี้ว่าใกล้ไตวาย
ก็ฟื้นตัวได้ดีจากการใช้ยาแผนโบราณ
๒) น้องสาว – ป่วยโรคพุ่มพวง นอนติดเตียง
กินสเตียรอยด์ต่อเนื่องนาน 13 ปี จนร่างกายทรุดเรื่อย ๆ
ผมตัดสินใจเปลี่ยนเป็น
ยาสมุนไพร 100%
   • อาการทางกายบางอย่างดีขึ้น
เช่น กลับมาปัสสาวะเองได้
   • แต่เมื่อสมองเริ่มทำงานดีขึ้น
ปัญหาทางจิตใจก็ปรากฏ
ซึมเศร้า เบื่ออาหาร
นี่คือความจริงที่ต้องพูดให้ครบ
สมุนไพรไม่ใช่เวทมนตร์
แต่คือการ “พยุงชีวิต” และ “คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
๓) ตัวผมเอง
ผมใช้ยาสมุนไพรเกือบ 100%
ยกเว้นกรณีจำเป็นต้องหายเร็ว
เช่น เพื่อเดินทาง
จึงเลือกใช้ยาสารเคมีเป็นครั้งคราว
๔) โรคร้าย ต้อง “กินเป็น” ไม่ใช่ “ลองกิน”
ยาสมุนไพร ยิ่งโรคร้าย ยิ่งต้องกินเป็น
โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง
การกินแบบ “เอาเป็นเอาตาย”
ให้ผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเทียบกับการกินแบบลองดู

4) สิ่งที่เคสเหล่านี้สอนผม
ทั้งหมดที่เล่ามา
คือเคสที่
   • หาย
   • หรือดีขึ้น
   • หรือไม่มีใครรับรักษาแล้ว
วันที่ผู้ป่วยดีขึ้น
แม้เพียงเล็กน้อย
มันย้ำเตือนผมเสมอว่า…
งานของหมอ
ไม่ใช่แค่รักษาโรค
แต่คือการรักษาความหวัง
ด้วยความเคารพต่อชีวิตทุกชีวิต

หมอบวร จันทร์โภคาไพบูลย์